book

ปืนใหญ่จอมสลัด (The Queens of Langkasuka)
ผู้กำกับ : นนทรีย์ นิมิบุตร 
บทภาพยนตร์ : วินทร์ เลียววาริณ 

.....................................................

บุหงาปารี
โดย วินทร์ เลียววาริณ


ราชวงศ์ศรีวังสาบนคาบสมุทรมลายูเมื่อสี่ร้อยปีก่อนปกครองโดยราชินีติดต่อกันสี่พระองค์คือ ฮีเจา, บิรู, อูงู และกูนิง
แผ่นดินนี้เป็นศูนย์กลางการค้าขายจุดสำคัญจุดหนึ่งของโลกในเวลานั้น จึงพลุกพล่านด้วยเรือสินค้าจากเจ็ดย่านสมุทร พ่อค้า ซามูไร ทหารรับจ้าง
ด้วยเหตุที่เป็นศูนย์การค้า ทะเลใต้นี้จึงกลายเป็นที่ซ่องสุมของโจรสลัด ตั้งแต่โจรสลัดวาโกะจากญี่ปุ่นไปจนถึงโจรสลัดพื้นเมืองที่ก่อกรรมทำเข็ญไปทั่วท้องทะเล
นี่เป็นยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงครามระหว่างรัฐ และเป็นประวัติศาสตร์ที่มีสีสันที่สุดยุคหนึ่งของโลก

นอกจากโจรสลัดแล้ว แผ่นดินทองนี้ยังเป็นที่หมายปองของรัฐรอบทิศ
ทั้งยังมีสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ การป้องกันตนเองจากศัตรูรอบตัวจำต้องใช้อาวุธชั้นยอด และนักรบชั้นเลิศ

ปารี เป็นหนุ่มชาวน้ำที่ชะตาชีวิตพลิกให้ต้องราวีกับกลุ่มโจรสลัด
ทางเดียวที่จะเอาชัยเหนือพวกโจรที่มีฝีมือสูงส่งได้ก็คือการสำเร็จวิทยายุทธ์พิสดารโบราณ
นั่นคือ วิชาดูหลำ ที่มีอำนาจเหนือสัตว์น้ำทั้งปวง และผู้เดียวที่จะสอนเขาได้ก็คือปรมาจารย์กระเบนขาวแห่งทะเลใต้
ระหว่างการเดินทางเพื่อให้บรรลุจุดหมายส่วนตัว เขาพบว่าตนเองต้องแบกรับภาระของแผ่นดินไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ทว่าการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดของเขาก็คือการต่อสู้ภายในจิตใจของเขาเอง

บุหงาปารี นำท่านย้อนกลับไปยังตำนานต่างๆ แห่งอดีตกาล คืนชีวิตให้บุคคลจริงในประวัติศาสตร์ เช่น
ลิ่มเคี่ยม, ลิ่มกอเหนี่ยว, ยาดามะ นากามาสะ, ฮัตโตริ ฮันโซ ฯลฯ
และเหตุการณ์การชิงอำนาจ มหาสงคราม การหล่อปืนใหญ่นางพญาตานี ตำนานรักกับความเสียสละ และการต่อสู้ของจอมยุทธ์หลายสำนัก
ตั้งแต่วิชากริชปาแนซาฆะห์ วิชาซามูไร นินจุทสึ และพลังวิชาดูหลำ ไปจนถึงเกร็ดประวัติศาสตร์รัฐทางใต้ จีน และญี่ปุ่น ร้อยผูกเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์เข้ากับตำนานโบราณ
ในรูปของนวนิยายสไตล์อิงประวัติศาสตร์ + นิยายกำลังภายใน + แฟนตาซี + นิยายรัก

บุหงาปารี ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "ปืนใหญ่จอมสลัด" โดย นนทรีย์ นิมิบุตร
หนังสือวางแผงพร้อมวันฉายภาพยนตร์ วันที่ 23 ตุลาคมนี้ สั่งซื้อก่อนจะได้รับหนังสือพร้อมลายเซ็นนักเขียนในวันหนังฉาย

http://www.winbookclub.com/

........................................................................

คุณวินทร์ เลียววาริณ เป็นนักเขียนคนโปรดของเราค่ะ
ที่บ้านเรามีหนังสือของคุณวินทร์เกือบครบทุกเล่ม
กำลังพยายามสะสมให้ครบเซตอยู่
ไปงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ทีไร ต้องเดินแวะไปดูที่ซุ้มคุณวินทร์ทุกครั้งว่ามีอะไรออกใหม่บ้าง

เพิ่งรู้จากในงานสัปดาห์หนังสือเนี่ยแหละค่ะ
ว่าคุณวินทร์เป็นคนเขียนบท ให้กับภาพยนตร์เรื่อง "ปืนใหญ่ จอมสลัด"

อาจเป็นเพราะบ้านเกิดของคุณวินทร์อยู่ที่จังหวัดสงขลา สถานที่ในนิยายและภาพยนตร์เรื่องนี้จึงอยู่แถวๆ ภาคใต้ของไทย

แอบดูเรื่องย่อของหนังกับตัวอย่างหนังมาแล้ว
โอวววววววว......
มันช่างเข้ากับบรรยากาศบ้านเมืองที่กำลังระอุทั้งจากไฟนอก ไฟใน และไฟใต้

ก็เรื่องจริงบางส่วนที่นิยายนั้นอิง มันยังเป็นประเด็นระอุมาจนกระทั่งบัดนี้

เมื่อก่อนครอบครัวของเรากับญาติๆฝ่ายแม่ มักจะลงไปไหว้ศาลเจ้าเล่งจูเกียงสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวข้างมัสยิดกรือเซะกันทุกปี
ร่วมกับไปเที่ยวและชอปปิ้งที่หาดใหญ่กับข้ามไป duty free ที่ชายแดนมาเลเซีย
หลังจากสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ค่อยดี ประกอบกับสุขภาพของอากู๋กับป๊าไม่เอื้ออำนวย
เราก็เลยอดไปชอปปิ้งที่แถวนั้นอีก

สองสามปีก่อน รุ่นพี่เราคนนึงเลือกลงไปทำงานที่ จ.ยะลา อยากคาระวะท่านพี่สักจอกจริงๆ ให้ตาย
เราก็ชอบทะเลนะ... แต่ป๊ากับแม่ต้องไม่ยอมแน่เลย ถ้าเราจะไปมั่ง
ได้มีโอกาสทักทายกับเฮียเค้าตอนแวะขึ้นมารับปริญญา กับมาสัมมนาที่กรุงเทพฯอยู่สองครั้ง
เราก็ถามเฮียนิดหน่อยว่า สถานการณ์เป็นไงมั่ง
เฮียเล่าว่า วันๆก็อยู่แต่ในบ้านกับที่ทำงาน
ถ้าจะออกนอกโรงพยาบาลก็ต้องใส่เครื่องแบบทุกครั้ง
เวลาจะไปซื้อของที่ตลาดต้องนั่งรถพยาบาลไปเพราะปลอดภัยยิ่งกว่านั่งรถทหาร
มีระเบิดอยู่เรื่อยๆ ชาวบ้านที่โน่นพกปืนกันทุกคน เฮียก็กำลังหามาพกสักกระบอกเหมือนกัน....
โอววววววว..... ที่นี่ประเทศไทย

เฮ้ย... กลับมาที่เรื่องหนังก่อน
เอาตัวอย่างอีกอันไปดูละกัน

เราว่า CG มันยังดูไม่เนียนเลยนะ
แต่เพราะ วินทร์ เลียววาริณ เป็นคนแต่งเรื่อง
ดังนั้นเนื้อเรื่องมันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ด้วยฝีมือของนักเขียนสองรางวัลซีไรต์

ตัวอย่างหนังสือคุณวินทร์เล่มโปรดของเรา
- ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (ซีไรต์ พ.ศ.2540)
- สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (ซีไรต์ พ.ศ.2542)
- หลังอานบุรี
- หนึ่งวันเดียวกัน
- วันแรกของวันที่เหลือ
- เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว
- จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย
- ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85

official web
http://www.queensoflangkasuka.com/

..................................................................................

เพื่อเพิ่มรสชาติในการดูหนัง
entry นี้ เราขอนำเสนอทั้งเรื่องจริง และเรื่องเท็จ เกี่ยวกับกรุงลังกาสุกะหรือจังหวัดปัตตานี
รวมทั้งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และปืนใหญ่นางพญาตานี

 

ปืนใหญ่นางพญาตานี
http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=3689

เนื่องมาจากปี พ.ศ. 2328 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้า เป็นแม่ทัพเสด็จยกทัพไปปราบศึกพม่าซึ่งยกมาตีหัวเมืองภาคใต้ของไทย
ครั้นทรงชนะศึกแล้ว ได้ทรงดำริจะกำราบหัวเมืองภาคใต้ ซึ่งมักกระด้างกระเดื่อง

จึงโปรดให้ยกทัพไปปราบปรามจนมีชัยชนะ ได้ปืนใหญ่จากเมืองปัตตานีกลับมา โปรดเกล้าฯ ให้จารึกนามว่า "พญาตานี"

ปืนพญาตานีนี้มีอายุประมาณ 400 ปี หล่อขึ้นที่จังหวัดปัตตานี พร้อมกับปืนใหญ่อีกสองกระบอก รวมเป็นสามกระบอกคือ...
1. นางพญาตานี
2. ศรีนัครี - เรือบรรทุกปืนตามหลังนางพญาตานีไป แต่ถูกพายุจนเรือล่มที่อ่าวปัตตานี
3. มหาเลลา - หายสาบสูญ

สันนิษฐานว่า สถานที่หล่อปืนใหญ่น่าจะอยู่บริเวณบ้านกรือเซะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

ปัจจุบัน ปืนใหญ่นางพญาตานี เป็นปืนขนาดใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม ชาว จ.ปัตตานีเคยพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลคืนสมบัติชาติให้ท้องถิ่น แต่ไม่สำเร็จ เพราะปืนกลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ไปแล้ว 

เคยเจอใน TV มีคนทำนายว่า เมื่อใดที่กู้ปืนใหญ่ศรีนัครีขึ้นมาจากก้นทะเลได้ เมื่อนั้นรัฐปัตตานีจะกู้ชาติสำเร็จได้ประกาศอิสรภาพ (อย่าเชื่อนะ)


ลิ้มโต๊ะเคี่ยม - ลิ้มกอเหนี่ยว (ตำนานของชาวไทยเชื้อสายจีน)

หลิมเคี่ยมเป็นชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ อพยพมาอาศัยในหมู่บ้านกรือเซะ เมืองลังกาสุปะ นครหลวงของอาณาจักรมลายู
ต่อมาได้แต่งงานกับหญิงชาวมลายู และเปลี่ยนศานามาเป็นมุสลิม
ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม

ที่เมืองจีน มารดาของลิ้มโต๊ะเคี่ยมป่วยหนัก หลิมเก๊าเนี่ยวน้องสาวของหลิมเคี่ยมอาสาจะพาพี่ชายกลับมาหาแม่
ลิ้มกอเหนี่ยวหรือหลิมเก๊าเนี่ยวข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามหาพี่ชายจนพบ
นางอ้อนวอนให้พี่ชายกลับไปดูแลแม่ที่บ้าน
แต่ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งรับราชการอยู่ได้รับอาสาช่วยบูรณะมัสยิดกรือเซะไม่ยอมกลับเพราะยังซ่อมมัสยิดไม่เสร็จ
อีกทั้งลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีความตั้งใจแล้วว่าจะไม่กลับไปแผ่นดินจีนอีก
เพราะมีลูกมีเมีย ได้ดิบได้ดีจนแต่งงานกับธิดาของสุลต่าน และเปลี่ยนมานับถืออิสลามแล้ว จึงต้องการที่จะตั้งรกรากใหม่ที่นี่

แม่นางลิ้มกอเหนี่ยวจึงผูกคอตายใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์หน้ามัสยิด เพราะน้อยใจพี่ชาย
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้สร้างสุสานให้น้องสาวอยู่ข้างมัสยิดกรือเซะ

ด้วยความอาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะที่เป็นต้นเหตุให้พี่ชายไม่สามารถกลับเมืองจีนได้
นางได้ตั้งจิตอธิฐานว่า ขอให้มัสยิดหลังนี้มีอันเป็นไปในทุกๆครั้งที่มีการก่อสร้าง
จากนั้นก็ได้มีฟ้าผ่าลงบนโดมมัสยิดพังพินาศเสียหาย
และครั้งใดก็ตามที่ชาวมุสลิมคิดที่จะบูรณะมัสยิดหลังนี้ เมื่อทำการบูรณะเสร็จก็จะโดนฟ้าผ่าทุกครั้งไป

หลังจากนั้นชาวจีนจึงได้ยกย่องให้นางเป็น "เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว"

ต่อมาลิ้มโต๊ะเคี่ยมรับงานหล่อปืนใหญ่สามกระบอก ให้นางพญาเจ้าเมืองปัตตานี
ขณะที่หล่อปืนเสร็จไปแล้ว 2 กระบอก พอถึงกระบอกที่ 3 กลับเททองเหลืองไม่ลง เมื่อได้มีการเซ่นไหว้บวงสรวงแล้ว
ก็ยังเททองไม่ลงอีก ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงกล่าวคำปฏิญาณว่า หากเททองสำเร็จลงได้จะขอเอาชีวิตเป็นเครื่องเซ่น
จึงสามารถสร้างปืนได้สำเร็จ
เมื่อหล่อปืนทั้ง 3 กระบอกเสร็จสิ้นลงแล้ว ได้ทำการทดลองยิงปืน
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมทำตามสัญญาที่ได้ปฏิญาณไว้ โดยไปยืนอยู่หน้าปากกระบอกปืนที่ 3
พอปืนลั่น แรงระเบิดได้หอบพาลิ้มโต๊ะเคี่ยมสูญหายไป

อ่านข้อเท็จจริงจากพงศาวดารปัตตานีได้ที่

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ไม่เคยมีคำสาปแช่ง มัสยิดกรือเซะ มรดกอารยธรรมแห่งมหานครปัตตานี
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=thai-martial-arts&date=25-05-2007&group=1&gblog=46

 

มิสยิดกรือเซะ
http://www.geocities.com/prawat_patani/masjidkersik.htm

ในสมัยราชินีฮิเยาว์ ปี พ.ศ. 2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ส่งกองทัพเรือเข้ามาตีเมืองปัตตานี
โดยมีออกญาเดโช เป็นผู้นำทัพ
ราชินีฮิเยาว์ได้นำทหารเมืองปัตตานีออกมาต่อต้านกองทัพอยุธยาอย่างเต็มกำลังสามารถ
โดยใช้ปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้จนกองทัพสยามต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด
และในศึกสงครามครั้งนี้ทำให้มัสยิดกรือเซะเสียหาย

เมื่อครั้งที่กองทัพสยามเข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้อีกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ทหารสยามได้ระดมยิงปืนใหญ่จนเมืองและพระราชวังตลอดจนมัสยิดเสียหาย
และเมื่อรบชนะก็ได้ทำการเผามัสยิดเพื่อลอกเอาเนื้อทองคำบริสุทธิ์ที่หุ้มบนโดมมัสยิดกรือเซ๊ะ
กล่าวกันว่า ในสมัยที่กองทหารสยามกวาดริบทรัพย์สินจากเชลยศึกในสงครามปัตตานี
ตอนถอยทัพกลับนั้นด้วยความที่ทรัพย์สินของปัตตานีมีมหาศาล
ทหารสยามต้องเดินเท้ากลับกรุงเทพฯ เพราะเรือของกองทัพต้องบรรทุกทรัพย์สินของเชลยที่ยึดได้จนเต็มลำ

......................................................................................

เรื่องในอดีตควรปล่อยให้มันเป็นบทเรียนสำหรับคนรุ่นหลังไป
ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในประวัติศาสตร์
อยากให้คนที่คิดจะด่าเพื่อนบ้าน เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง

คำสาปศรีวิชัย กับ บันทึกเศร้ากรือเซะ
http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=90.5;wap2

edit @ 12 Nov 2008 00:10:35 by >>VaRioLa